517 112 DIGITAL LOGIC DESIGN · สัปดาห์ที่ 1
บทที่ 1
หลักการพื้นฐานระบบดิจิทัล
Fundamentals of Digital Systems
อ.อภิเษก หงษ์วิทยากร
ภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
แนะนำรายวิชา
517 112 การออกแบบวงจรตรรกะเชิงเลข
ตรรกะเชิงเลขเบื้องต้น · วงจรดิจิทัลและการประยุกต์ · พีชคณิตแบบบูล · สมการเชิงตรรกะ · เทคนิคการลดรูปวงจรตรรกะ · การวิเคราะห์และออกแบบวงจรเชิงผสมและเชิงลำดับ · อุปกรณ์ตรรกะแบบโปรแกรมได้ · การสังเคราะห์วงจรรวมด้วยภาษาอธิบายฮาร์ดแวร์เบื้องต้น
ประเภท
วิชาเฉพาะด้าน (บังคับ)
ต่อสัปดาห์
บรรยาย 2 ชม.
ปฏิบัติ 2 ชม.
ศึกษาเอง 5 ชม.
ภาคการศึกษา
ภาค 2 ชั้นปีที่ 1
ไม่มีวิชาบังคับก่อน
ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังของรายวิชา (CLOs)
เมื่อจบวิชานี้ นักศึกษาจะสามารถ…
- อธิบายหลักการเบื้องต้นของภาษาอธิบายฮาร์ดแวร์ (HDL)
- อธิบายเทคนิคการลดรูปวงจรตรรกะ
- อธิบายการวิเคราะห์และออกแบบวงจรพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์
- อธิบายหลักการตรรกะเชิงเลขเบื้องต้นในการสร้างวงจรดิจิทัล ← บทนี้
- อธิบายการทำงานของวงจรผสมและวงจรเชิงลำดับ
- อธิบายรูปแบบตัวแทนข้อมูลดิจิทัลด้วยเลขไบนารี
- เขียนวิธีการแปลงชนิดของข้อมูลพื้นฐาน
- เลือกเกทพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับวงจรขนาดเล็ก
- เลือกไอซีที่เหมาะกับระดับแรงดันไฟฟ้า
- แบ่งงานเป็นงานย่อยและมอบหมายในทีม
- อธิบายเป้าหมายของงานกับผู้ร่วมทีมจนเข้าใจตรงกัน
- รายงานความก้าวหน้าและนำเสนออย่างเหมาะสม
- อ่านงานด้านเทคนิคใหม่ ๆ ในการออกแบบวงจรตรรกะ
แผนการสอน 16 สัปดาห์
เส้นทางของเรา
| 1 | แนะนำรายวิชา · บทที่ 1 หลักการพื้นฐานระบบดิจิทัล |
| 2–3 | บทที่ 2 ระบบตัวเลข / รหัส |
| 4 | บทที่ 3 ลอจิกเกท · TTL/CMOS |
| 5 | บทที่ 4 พีชคณิตบูลีน |
| 6 | บทที่ 5 การลดรูป · K-map |
| 7 | บทที่ 6 วงจรคอมไบเนชัน · มอบหมายโครงงาน |
| 8 | สอบกลางภาค (บทที่ 1–6) |
| 9–10 | บทที่ 7 วงจรคอมไบเนชันของฟังก์ชันต่าง ๆ |
| 10–11 | บทที่ 8 แลทช์และฟลิปฟลอป |
| 12 | บทที่ 9 วงจรนับ · ชิฟต์รีจิสเตอร์ |
| 13 | บทที่ 10 เครื่องสถานะ Mealy/Moore |
| 14 | บทที่ 11 PLD · CPLD · FPGA |
| 14–15 | บทที่ 12 Verilog · นำเสนอโครงงาน |
| 16 | สอบปลายภาค (บทที่ 7–12) |
การประเมินผล
คะแนนมาจากไหน
แบบฝึกหัดท้ายบท + รายงานผลการทดลอง
สัปดาห์ 2–15 · ประเมินตามสภาพจริง
สอบกลางภาค (ข้อเขียน)
สัปดาห์ 8 · บทที่ 1–6
โครงงานกลุ่ม + สรุปบทความเทคนิคใหม่
สัปดาห์ 7–15 · ทีม / ความก้าวหน้า / นำเสนอ
สอบปลายภาค (ข้อเขียน)
สัปดาห์ 16 · บทที่ 7–12
บทที่ 1
จุดประสงค์ และเนื้อหาในบทนี้
🎯 จุดประสงค์
- เข้าใจพัฒนาการและความสำคัญของระบบดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์
- อธิบายคุณสมบัติและความแตกต่างของปริมาณดิจิทัลและแอนะล็อก
- เข้าใจปฏิบัติการตรรกะพื้นฐาน NOT, AND และ OR
- 1.1 ความเป็นมาของอิเล็กทรอนิกส์
- 1.2 พัฒนาการของระบบดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์
- 1.3 ปริมาณทางดิจิทัลและแอนะล็อก
- 1.4 ข้อได้เปรียบของดิจิทัล
- 1.5 ลักษณะของสัญญาณดิจิทัล
- 1.6 สัญญาณนาฬิกาและพัลส์
- 1.7 พื้นฐานเรื่องตัวปฏิบัติการทางตรรกะ
1.1ความเป็นมาของอิเล็กทรอนิกส์
อิเล็กทรอนิกส์เปลี่ยนอารยธรรมของโลก ทั้งแง่บวก (คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม เครื่องจักรอัตโนมัติ เครื่องใช้ในบ้าน) และแง่ลบ (อาวุธสงครามยุคใหม่)
ใช้เวลาเพียง ~1 ศตวรรษ จากการค้นพบอิเล็กตรอน สู่การสร้างปัญญาประดิษฐ์
1883
โธมัส เอดิสัน พบโดยบังเอิญว่าประจุไฟฟ้าไหลผ่าน
สุญญากาศได้ — อิเล็กตรอนจากไส้หลอดที่ร้อนเดินทางไปยังขั้วไฟฟ้าอีกขั้ว
→ จุดเริ่มต้นยุคหลอดสุญญากาศ (ราว 1900–1950)
1.1ไทม์ไลน์การค้นพบที่สำคัญ (ตารางที่ 1.1)
1.1ข้อสังเกต 3 ประการจากไทม์ไลน์
- ความสำเร็จมาจากการคิดค้นต่อเนื่อง — ผลงานในอดีตปูทางให้ผลงานภายหลัง
- จากวันประดิษฐ์ถึงวันแพร่หลายใช้เวลาหลายปี: ทรานซิสเตอร์ 1947 → 1960s · ไอซี 1958 → 1970s · ไมโครโพรเซสเซอร์ 1969 → 1980s
- เครื่องมือสมรรถนะสูง (คอมพิวเตอร์ ระบบนำวิถีจรวด) คือการผสมผสานสิ่งประดิษฐ์ในอดีต — มรดกทางปัญญาที่ต้องสานต่อ
1.2.1วิวัฒนาการของอุปกรณ์: 4 ยุค
ยุคที่ 1
หลอดสุญญากาศ
1920–1950
เริ่มที่วิทยุโทรคมนาคม ปลายยุคเริ่มใช้กับคอมพิวเตอร์
ยุคที่ 2
ทรานซิสเตอร์
1950–1970
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพาผลักดัน: คุณภาพดีขึ้น ขนาดเล็กลง
ยุคที่ 3
ไอซี
1970–1980
สารกึ่งตัวนำ (ซิลิคอน) → ราคาถูก คุณภาพสูง
ยุคที่ 4
VLSI
1980–ปัจจุบัน
เพิ่มขีดความสามารถของอุปกรณ์
VLSI = Very Large Scale Integrated circuit — ไอซีที่มีทรานซิสเตอร์จำนวนมาก ๆ · แนวโน้ม: ใช้ VLSI มากขึ้น ใช้ชิ้นส่วนเอกเทศ (discrete components) น้อยลง
1.2.2ทำไมอิเล็กทรอนิกส์เริ่มต้นด้วยแอนะล็อก?
① โลกเป็นแอนะล็อก
ปริมาณในชีวิตประจำวันมีค่าต่อเนื่องทั้งขนาดและเวลา
② ดิจิทัลเปลืองชิ้นส่วน
มากกว่านับสิบถึงร้อยเท่า — ยุคแรกยังผลิตชิ้นส่วนให้กะทัดรัดไม่ได้ หลักการดิจิทัลจึงเป็นแค่ทฤษฎี
ข้อดีของดิจิทัลเหนือแอนะล็อก
- สร้างถูกต้องแล้ว ใช้ได้ทันที ไม่ต้องปรับแต่ง
- รักษาคุณภาพสัญญาณได้ดีกว่ามาก
- ปรับเปลี่ยน/ปรับปรุงสัญญาณได้ตามต้องการ
1.2.2–1.2.3แนวโน้ม: แอนะล็อก ⇄ ดิจิทัล
งานแอนะล็อกล้วน (โทรศัพท์, โทรทัศน์) → แปลงเป็นดิจิทัลที่ต้นทาง ประมวลผล แล้วแปลงกลับที่ปลายทาง — สิ้นเปลืองกว่า แต่คุ้มเพราะข้อดีเหนือกว่า
1.2.3 การควบคุมอัตโนมัติ — ระบบควบคุมก็ต้องเป็นดิจิทัลตาม · เดิมไม่คุ้มสำหรับงานเล็ก แต่ VLSI ทำให้ไมโครโพรเซสเซอร์ราคาถูก จึงใช้ควบคุมได้ทั้งงานเล็กและใหญ่
1.3ปริมาณแอนะล็อก vs ดิจิทัล
แอนะล็อก = ค่าต่อเนื่อง (continuous)
อุณหภูมิ เวลา ความดัน ระยะทาง ความดังของเสียง
ดิจิทัล = ชุดค่าที่แยกเป็นชิ้น ๆ (discrete)
อุณหภูมิไม่กระโดดจาก 37 °C ไป 38 °C ทันที — เป็นฟังก์ชันต่อเนื่องตามเวลา
รูปที่ 1.1 อุณหภูมิเทียบกับเวลา — ปริมาณแอนะล็อก
1.3ค่าตัวอย่าง → ตัวแทนข้อมูลดิจิทัล
อ่านค่าอุณหภูมิทุก 1 ชั่วโมง = นำค่าตัวอย่าง (sample) มาเป็นตัวแทน
แปลงแต่ละค่าเป็นรหัสดิจิทัล (digital code) ของ 1 และ 0
เรียกว่า ตัวแทนข้อมูลทางดิจิทัล (digital representation)
รูปที่ 1.2 ค่าตัวอย่างที่ใช้แทนค่าอุณหภูมิ
ลองเอง: สุ่มค่าและเข้ารหัส
1.4ข้อได้เปรียบของดิจิทัล
⚙️
ประมวลผลprocessing มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือ
📡
ส่งถ่ายข้อมูลtransmission ทนต่อสัญญาณรบกวน
💾
จัดเก็บstorage กะทัดรัด ทำซ้ำไม่เพี้ยน
Noise (สัญญาณรบกวน) คือแรงดันของข้อมูลที่ขยับเปลี่ยนไปมาโดยไม่พึงประสงค์ — กระทบเสียงแอนะล็อกอย่างมาก แต่แทบไม่มีผลกับข้อมูลดิจิทัล
ลองเอง: noise สะสม vs สร้างสัญญาณใหม่
1.4เชื่อมสองโลกด้วย ADC และ DAC
ADC Analog-to-Digital Converter
แอนะล็อก → ดิจิทัล
DAC Digital-to-Analog Converter
ดิจิทัล → แอนะล็อก
ระบบเสียงแอนะล็อก: เสียงพูด (ต่อเนื่อง) → linear amplifier ขยายให้แรงขึ้น → ขับลำโพง
รูปที่ 1.3 ระบบขยายเสียงแบบแอนะล็อก
1.4ตัวอย่าง: ระบบเล่นแผ่น CD
บันทึก: ไมโครโฟน → ADC → ข้อมูล 0/1 → เขียนลงแผ่น
เล่น: อ่านข้อมูล 0/1 → DAC → ภาคขยาย → ลำโพง
1.5ลักษณะของสัญญาณดิจิทัล
บิต 1 = ลอจิกหนึ่ง / HIGH · บิต 0 = ลอจิกศูนย์ / LOW
แรงดันที่แทน 0/1 เรียกว่า ระดับลอจิก (logic level) ขึ้นกับอุปกรณ์ — ส่วนใหญ่ 1 = 5 V, 0 = 0 V (บางชนิด 12 V)
| VL(min) | ต่ำสุดที่ยังเป็นลอจิก 0 |
| VL(max) | สูงสุดที่ยังเป็นลอจิก 0 |
| VH(min) | ต่ำสุดที่เป็นลอจิก 1 |
| VH(max) | สูงสุดที่เป็นลอจิก 1 |
ระหว่าง VL(max) ถึง VH(min) = ระบบตีความไม่ได้
รูปที่ 1.5 ค่าระดับแรงดันลอจิก
ลองเอง: แรงดันนี้เป็น 0 หรือ 1?
1.5ข้อมูลคงที่ vs เปลี่ยนตามเวลา
ข้อมูลคงที่: 1010 = 4 บิต มีค่า 1, 0, 1, 0 ตลอด
ข้อมูลที่เปลี่ยนตามเวลา → อธิบายด้วยไดอะแกรมเวลา (timing diagram)
เรียกสัญญาณแบบนี้ว่า รูปคลื่นดิจิทัล (digital waveform)
รูปที่ 1.6 สัญญาณดิจิทัลที่เปลี่ยนไปตามเวลา
1.6สัญญาณนาฬิกาและพัลส์
สัญญาณนาฬิกา (clock) สลับ 0↔1 ด้วยคาบเวลาแน่นอน (periodic) ใช้กระตุ้นการทำงานของระบบ
สัญญาณพัลส์ (pulse) ส่งออกมาช่วงสั้น ๆ เพื่อกระตุ้นงานบางอย่าง
- พัลส์แบบบวก 0 → 1 → 0
- พัลส์แบบลบ 1 → 0 → 1

(ก) periodic

(ข) non-periodic

(ค) พัลส์แบบบวก

(ง) พัลส์แบบลบ
1.6ความถี่ คาบเวลา และดิวตี้ไซเคิล
ลองคิดเร็ว: สัญญาณนาฬิกา 1 GHz มีคาบเวลาเท่าใด? → 1 ns
ตัวอย่างที่ 1.1
จากสัญญาณพัลส์ในรูปที่ 1.8 จงหา (ก) คาบเวลา (ข) ความถี่ (ค) ดิวตี้ไซเคิล
(ก) จากต้นพัลส์ถึงต้นพัลส์ถัดไป
T = 10 ms
(ข) f = 1/T = 1/10 ms
f = 100 Hz
(ค) (1 ms / 10 ms) × 100%
= 10%
1.6ขอบสัญญาณ และพัลส์ที่ไม่เป็นอุดมคติ
| พัลส์แบบบวก | พัลส์แบบลบ |
| leading edge (t0) | rising edge | falling edge |
| trailing edge (t1) | falling edge | rising edge |
พัลส์อุดมคติเปลี่ยนค่าทันที — ในความจริงทำไม่ได้
- rise time tr: 10% → 90%
- fall time tf: 90% → 10%
- pulse width tw: วัดที่ 50% ↔ 50%
รูปที่ 1.9 พัลส์ที่ไม่เป็นอุดมคติ
ลองเอง: เครื่องกำเนิดพัลส์
1.6.1ไดอะแกรมเวลา
1.7ตัวปฏิบัติการทางตรรกะพื้นฐาน
- 3 ชนิด: NOT · AND · OR
- เส้นซ้าย = อินพุต · เส้นขวา = เอาต์พุต
- วงจรที่ทำหน้าที่นี้ = ลอจิกเกต (logic gate)
- AND, OR มีอินพุตได้หลายเส้น · NOT มีเส้นเดียว
- จริง (true) = HIGH = 1 · เท็จ (false) = LOW = 0
1.7.1–1.7.3NOT · AND · OR
NOT กลับค่าเป็นตรงข้าม — เอาต์พุตเป็นนิเสธของอินพุต (เรียก อินเวอร์เตอร์)
AND เป็น HIGH เฉพาะเมื่อทุกอินพุตเป็น HIGH
OR เป็น HIGH เมื่อมีอินพุตใดเป็น HIGH · LOW เฉพาะเมื่อทุกอินพุตเป็น LOW
ลองเอง: สนามทดลองลอจิกเกต
สรุปท้ายบท
- อิเล็กทรอนิกส์ 4 ยุค: หลอดสุญญากาศ → ทรานซิสเตอร์ → ไอซี → VLSI
- แอนะล็อก = ต่อเนื่อง · ดิจิทัล = ไม่ต่อเนื่อง · เชื่อมด้วย ADC / DAC
- ดิจิทัลได้เปรียบด้านประมวลผล ส่งถ่าย จัดเก็บ และทนต่อ noise
- ระดับลอจิกกำหนดด้วยช่วง VL และ VH · ช่วงกลางตีความไม่ได้
- f = 1/T · ดิวตี้ไซเคิล = (tw/T) × 100%
- NOT กลับค่า · AND = 1 เมื่อทุกอินพุตเป็น 1 · OR = 1 เมื่อมีอินพุตใดเป็น 1
เช็กความเข้าใจ
Q1 อุปกรณ์กำหนด LOW 0–0.8 V, HIGH 2–5 V ป้อน 1.4 V ได้อะไร?
→ ตีความไม่ได้ (อยู่ระหว่าง VL(max) กับ VH(min))
Q2 คาบเวลา 0.5 ms มีความถี่เท่าใด?
→ f = 1/0.5 ms = 2 kHz
Q3 พัลส์แบบลบ leading edge คือขอบอะไร?
→ falling edge
Q4 OR 2 อินพุต A = 1, B = 0 ได้เท่าใด?
→ 1
ปฏิบัติการสัปดาห์ที่ 1
แนะนำแผงทดลองและเครื่องมือวัด
สัปดาห์หน้า
02
ระบบตัวเลข ตัวปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์
และรหัสตัวเลข
เลขฐานสิบ · ฐานสอง · การแปลงเลขฐาน · การคำนวณเลขไบนารี CLO6 CLO7